By NIALL SINCLAIR
Published on November 23, 2009
As Thailand moves towards becoming a creative economy, one of the key issues it faces will be how to make the necessary economic adjustments within the cultural context of the country. It's unrealistic to think you can simply import outside solutions to the problem, unless they are well aligned with the cultural parameters within which Thai business operates, in particular the underlying culture of krengjai, which helps to guide Thais in terms of their behavioural patterns.
As a farang observing Thai culture I would say that I think krengjai is a wonderful thing, in that it helps to ensure a standard of acceptable behaviour around which personal and business relationships can be conducted. On the other hand, as a farang observing Thai business practices I would say that the culture of krengjai will present Thailand with some challenges as it looks to change the way its economy works.
Let me explain.
In the West, an individual's progress at work, and their growth in competence, is to some extent based on having received feedback from their manager and co-workers. Individuals are often told how they can improve on their performance, and this is viewed as being quite normal, and is seen as being helpful in aiding employees to become more effective at the work they do. However, in Thailand such up-front behaviour would be seen as being disrespectful and likely to cause the recipient of the feedback to lose face. Two cultures, two different reactions, but are they irreconcilable? I don't believe so, and here's why.
If someone wants to become better at the job they do, they will tend to react positively to something that can help them achieve this goal. In that context, receiving helpful feedback can become a positive and supportive part of people's working lives. The truth is that feedback of any sort can be viewed through two different lens: one which sees it as a negative thing, that is, it's meant as a criticism; and one which sees it as a positive thing, that is, it's meant to help me get on in my career. So, in the end what it really comes down to is the interpretation of the individual concerned.
Therefore, the key to success lies in setting a positive interpretation of the feedback process from a krengjai perspective. To do so it will be necessary to depersonalise the whole process and make it clear to employees that it has a purely business focus, dealing with the improvement of products and service delivery, rather than a personal focus, dealing with the competence of the individual. In this way the feedback process can be seen as being both a positive and supportive one, and can also avoid the potential for loss of face that could be the result of receiving negative feedback.
If Thai businesses can establish this understanding of the feedback process, while at the same time ensuring that krengjai is observed, then the way is open to improve individual and organisational effectiveness. At the same time, establishing such a well-balanced view of feedback will help to create the conditions in which individual creativity and innovation can flourish in the Thai economy.
NIALL SINCLAIR is director of knowledge management at the Institute for Knowledge and Innovation at Bangkok University, author of "Stealth KM", and founder and managing director of Nterprise Consulting in Ottawa, Canada. He can be reached at niall.s@bu.ac.th or nterprise@rogers.com. This is the fourth of a five-part series.
วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
คิดแบบเด็ก ทำแบบผู้ใหญ่ แบบโชค บูลกุล

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 11:36
โดย : ณัฐสุดา เพ็งผล
สูตรผสาน การคิดแบบเด็กที่มีพลังของจินตนาการและความสร้างสรรค์กับการลงมือปฏิบัติอย่างผู้ใหญ่ (มืออาชีพ) ถือเป็นวิธีคิดที่ลงตัวสไตล์ โชค บูลกุล
“เด็กมีข้อดี คือ ความไม่รู้และมีจินตนาการเยอะ เวลาคิดจึงไม่ได้มาจากสิ่งที่เรียน แต่คิดจากจินตนาการ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามากเพราะมีความสร้างสรรค์ แตกต่าง และไม่เหมือนใคร ผมชอบคิดแบบนี้ แต่ตอนลงมือทำ ต้องทำแบบผู้ใหญ่ เพื่อให้มีความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ไม่ล่องลอย” คือ คำบอกเล่าของ "โชค บูลกุล" กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทฟาร์มโชคชัย
โชคเล่าว่า การคิดแบบเด็ก ทำแบบผู้ใหญ่ของเขา เริ่มใช้ตั้งแต่เข้ามารับช่วงกิจการต่อจากผู้เป็นพ่อ โชคชัย บูลกุล ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจฟาร์มโชคชัยในปี 2535 หลังจบการศึกษาใหม่ๆ ภายใต้ภารกิจสำคัญ พลิกสถานการณ์ของฟาร์มโชคชัยจากขาดสภาพคล่องและมีปัญหาหนี้สินให้เดินต่อไปได้
ยามนั้นถือเป็นยามคับขัน แต่สำหรับเขา โจทย์การทำธุรกิจ เปรียบเสมือนลูกบอลกลมๆ ถ้าทุกคนมองด้านเดียว เราก็เห็นด้านเดียว และทุกอย่างในโลกล้วนมีคำตอบ ขึ้นอยู่กับว่าจะเห็นหรือไม่ ซึ่งการคิดแบบเด็ก กระตุ้นให้เกิดมุมมองนี้ได้ดี
"การเปิดจินตนาการให้คิดแบบเด็ก ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยวิธีการลอกเลียนแบบ หรือเห็นอะไรแล้วต้องทำตาม แต่เกิดจากการสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและจินตนาการให้เกิดขึ้น" โชคกล่าว
ตามความคิดของโชค คนเป็นเถ้าแก่ ไม่มีอะไรมากกว่านั่งสังเกตและตั้งคำถาม แล้วนำสิ่งที่ได้มาสร้างเป็นหลักการของตนเอง
“ธุรกิจเป็นเรื่อง 360 องศา เถ้าแก่จึงไม่ได้เริ่มต้นจากฟังสัมมนาแล้วจดบันทึก หรือไปก็อปปีใคร และต้องมีมิติไม่เหมือนผู้ถูกออกคำสั่งหรือผู้ถูกว่าจ้าง”
ขณะที่การลงมือทำแบบผู้ใหญ่ หมายถึง การทำงานอย่างมืออาชีพ คือ วางแผนให้เป็น บริหารจัดการให้เป็น รวมถึงต้องมีวินัยและความรับผิดชอบ
วิธีคิดตามแบบฉบับของโชคช่วยพลิกสถานการณ์ฟาร์มโชคชัยให้กลับมาเดินต่อ สิ่งแรก คือ การพัฒนาพันธุ์วัวนมของฟาร์มโชคชัยให้มีศักยภาพที่ดีที่สุดในเอเชียเพื่อหาตลาดส่งออก
เมื่อสร้างตลาดได้ในระดับหนึ่ง จึงเริ่มส่งไปแข่งกับวัวนมที่มาจากสองประเทศคู่แข่งสำคัญ อย่างนิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย
“ข้อดีของวัวเรา คือ วัวที่เกิดในท้องถิ่นเอเชีย ปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศได้ดีกว่าวัวนมฝรั่งจ๋า ตรงนี้ทำให้เกิดตลาด และเป็นเงินก้อนแรกที่เกิดจากการทำตลาดแบบบลู โอเชียนที่ต่อยอดจากการค้นคว้าการวิจัยในยุคของผม”
เมื่อจิ๊กซอว์ตัวแรก จากหลักคิดแบบเด็ก ทำแบบผู้ใหญ่สำเร็จ ก็ขยายผลทันทีสู่จิ๊กซอว์อีกหลายตัว ไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดสู่ธุรกิจโรงงานอาหารสัตว์ด้านอาหารวัวนม เพราะมองว่า การที่ฟาร์มโชคชัยเป็นลูกค้ารายใหญ่ในการสั่งซื้อสินค้าประเภทนี้อยู่แล้ว หากมีโรงงานเป็นของตัวเองจะลดภาระเรื่องต้นทุน ทั้งเป็นตัวกระตุ้นการขาย เนื่องจากเกษตรกรมองฟาร์มโชคชัยเป็นแบบอย่าง เมื่อสินค้าตัวนี้ดีพอสำหรับฟาร์มโชคชัย ก็น่าจะดีพอสำหรับเกษตรกรด้วย
รวมไปถึงจินตนาการที่จะทำอย่างไรให้ฟาร์มโชคชัยเปิดกว้างมากขึ้น และสิ่งที่โชคคิดและลงมือ คือ นำของจริงที่ทำและขายอยู่ภายในฟาร์มทั้งหมด มาสร้างเป็นแม่เหล็กดึงนักท่องเที่ยว
เนื่องจากน้อยคนนักจะได้สัมผัสชีวิตในฟาร์มที่ไม่ไกลจากรุงเทพฯ เรียกได้ว่า ตลอดสองชั่วโมงครึ่ง จะได้สัมผัสทุกอย่างภายในฟาร์มตั้งแต่รีดนมวัวด้วยตัวเอง ขั้นตอนการผสมพันธุ์วัว การผลิตผลิตภัณฑ์นม ฯลฯ ควบคู่ไปกับบริการที่เกินความคาดหมายในเรื่องความสะดวกสบาย อาหารที่ดี
เช่น บริการด้านแคมปิงจำนวน 50 หลัง ซึ่งไอเดียเกิดจากจินตนาการของลูกค้ากลุ่มคอร์ปอเรทกับนักธุรกิจที่ต้องการคืนสู่ธรรมชาติอย่างมีดีไซน์และสะดวกสบาย ทั้งจากเครื่องปรับอากาศและบริการไวไฟ อินเทอร์เน็ตที่ติดตั้งไว้ทั่วทั้งพื้นที่
โชคบอกว่า ตั้งแต่เปิดให้บริการด้านท่องเที่ยว ในฟาร์มมีคนเข้ามาปีละ 3 แสนคน ส่วนใหญ่ไม่ใช่เกษตรกร แต่เป็นคนที่ต้องการเติมเต็มด้านจินตนาการที่ต้องการมาสัมผัสกับบรรยากาศของฟาร์มว่า ของจริงเป็นอย่างไร เหมือนในทีวีหรือไม่
“ทั้งหมดเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ที่หาจากที่อื่นไม่ได้ เป็นวิธีการแบรนดิ้งได้ดีกว่าการโฆษณาประชาสัมพันธ์ และจะเป็นสิ่งที่ติดตัวลูกค้าไปอีกนาน ประเด็นอยู่ที่ว่า เราต้องมองเรื่องบริการให้ออก ซึ่งต้องเป็นการทำงานแบบผู้ใหญ่”
กระนั้น แม้จินตนาการหรือไอเดียจะบรรเจิดแค่ไหน หากไม่มาพร้อมกับตรรกะ คือ สามารถนำจินตนาการหรือไอเดียมาเปลี่ยนแปลงให้เป็นหลักการได้ก็เปล่าประโยชน์ การวัดความเป็นไปได้ในเรื่องนี้สำหรับโชค คือ จัดอันดับขั้นตอนการทำตามหลักการที่วางไว้
หากความคิดนั้นผ่านหลักเกณฑ์ทั้งหมด ก็เดินเครื่องสานต่อทันที อย่างกรณี อืมม..มิลค์ ผลิตภัณฑ์นมสด ในรูปแบบหลากหลาย อาทิ ท็อฟฟี่ ไอศกรีม นมอัดเม็ด ฯลฯ ที่ปัจจุบันเป็นดาวดังของฟาร์มโชคชัย มีกำลังผลิตถึงเดือนละ 3 พันตัน
จุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว โชคต้องการสร้างให้เห็น out put ของสินค้าหลังมีโรงงานผลิตนม ไม่ได้คิดว่า จะฮอตฮิตติดลมบนจนเกิดกระแสถามหา และมีคนขับรถจากจังหวัดอื่นๆ มาซื้อถึงปากช่อง
ขณะเดียวกัน หากความคิดใดไม่สามารถผ่านเกณฑ์ได้ทั้งหมด แสดงว่า ความคิดนั้นอาจไม่ได้ผลจริงทางธุรกิจ โชคพร้อมจะยุติการลงมือทำความคิดนั้นทันที
หลักบริหารภายใต้แก่น คิดแบบเด็ก ทำแบบผู้ใหญ่ โชคไม่ฟันธงว่า เหมาะหรือไม่กับการนำมาใช้ฝ่าภาวะวิกฤติเศรษฐกิจแบบนี้ เนื่องจากทุกคนและทุกธุรกิจ มีวิธีคิด ตลอดจนรูปแบบการดำเนินงานแตกต่างกัน
แต่แนวคิดดังกล่าวช่วยพลิกฟื้นสภาพธุรกิจของฟาร์มโชคชัย จากที่เคยขาดสภาพคล่องและมีปัญหาหนี้สินกลับมามีผลกำไรและขยายงานได้อย่างต่อเนื่อง
พิสูจน์ได้จากธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งเติบโตในเชิงจำนวนลูกค้า 12% และเชิงรายได้โต 17% ขณะที่ผู้ที่อยู่ในธุรกิจนี้ล้วน "ติดลบ"
Source: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/hr/20090223/18754/คิดแบบเด็ก-ทำแบบผู้ใหญ่-แบบโชค-บูลกุล.html
ปัญญาภิวัฒน์ ผลิตผล ตัวจริง ธุรกิจสะดวกซื้อ

วันที่ 17 มีนาคม 2552 11:30
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
โรงเรียนปัญญาภิวัฒน์ แหล่งเพาะคนค้าปลีก... จากนักเรียนสู่เถ้าแก่น้อย
"เด็กในร้านเซเว่นฯ เล่าให้เราฟังว่า ก่อนมาเรียน เพื่อนๆ จะหัวเราะเยอะแล้วถามว่า มาเรียนทำไม แต่พอถึงตอนนี้ เพื่อนคนนั้นเดือดร้อนต้องมายืมเงิน ก็เริ่มมองเห็นแล้วว่า มาเรียนที่นี่ นอกจากมีงานทำแล้ว ถ้าอดทนเรียนจนจบ จะได้วุฒิด้วย"
ประสบการตรงจาก ผศ.ดร.รัตนา ประเสริฐสม อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ สะท้อนถึงทัศนคติส่วนหนึ่งในสังคมที่มีต่อการศึกษาในรูปแบบ "เรียนไป ทำงานไป"
ช่วงแรกของการพัฒนาการเรียนการสอนในแนวทางของปัญญาภิวัฒน์ ผศ.ดร.รัตนา บอกว่า เป็นสัดส่วนไม่มากนัก เปรียบเทียบปีการศึกษาแรกของปี 2548 มีพนักงานร้านเซเว่นอีเลฟเว่น สนใจมาเรียนในระดับปริญญาตรี มากถึง 70% แต่ในปีการศึกษาถัดมา พบว่า มีบุคคลาจากภายนอกสนใจเข้าศึกษาที่นี่มากถึง 70%
สัดส่วนนักศึกษาที่เปลี่ยนไปอย่างมากนี้ เป็นกระจกสะท้อนได้ว่า มีคนให้ความสนใจเข้าศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ขณะเดียวกันก็มีการงานและรายได้
แนวทางการศึกษาที่พัฒนาขึ้นรองรับความต้องการของตลาดนี้ในส่วนหลักสูตรปริญญาตรี มี สาขาวิชาการจัดการธุรกิจค้าปลีก สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ และสาขาวิชาการจัดการธุรกิจอาหาร
เนื้อหาของการเรียนรู้ในหลักสูตร สอดคล้องกับงานในหลาย ๆ ส่วน ที่นักศึกษาต้องเรียนรู้
หลักสูตรการจัดการธุรกิจค้าปลีก ชั้นปี 1 นักศึกษาต้องเข้าฝึกงาน เพื่อเรียนรู้การทำงานจริงที่ร้านเซเว่นฯ
สำหรับชั้นปีที่ 2 เป็นการเรียนรู้งานในส่วนของผู้ช่วยผู้จัดการร้าน ปี 3 ศึกษาและฝึกที่เป็นผู้จัดการร้าน และปี 4 เน้นเนื้อหาเกี่ยวกับการบริหารงานต่างๆ พร้อมเข้าเข้าฝึกงานที่บริษัทซีพี
ขณะที่สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ ผศ.ดร.รัตนา กำหนดให้นักศึกษาเข้าฝึกงานที่ร้านเซเว่นฯ ในปีแรก เมื่อขึ้นปี 2 และ 3 จึงจะไปประจำตามหน่วยกระจายสินค้า โดยเข้าฝึกงานที่สำนักงานในปีสุดท้ายของการเรียน
ส่วนสาขาการจัดการธุรกิจอาหาร นักศึกษาต้องเข้าฝึกงานที่ร้าน เพื่อเรียนรู้ระบบงานต่างๆ จากนั้นในปี 2 และ 3 จึงเข้าศึกษาที่ CP Ram ปิดท้ายกับการทำงานในส่วนสำนักงาน
"เด็กๆ จะเข้าใจระบบการทำงาน เพราะเรียนรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติจากผู้มีประสบการณ์จริง"
โดยลักษณะการฝึกงาน จัดสรรออกเป็นเรียนรู้ทฤษฎี 10 สัปดาห์ และปฏิบัติงานจริง 10 สัปดาห์ต่อเทอม
ทางเลือกของการศึกษาวันนี้ ผศ.ดร.รัตน บอกว่า มีด้วยกันสองกลุ่ม
กลุ่มแรก เมื่อเรียนจบแล้วค่อยหางานทำ ส่วนอีกกลุ่ม ทำงานก่อนแล้วกลับมาเรียน ซึ่งในฐานะสถาบันการศึกษาก็ได้จัดคลาสให้ตรงตามความต้องการของผู้เรียน
"ตอนนี้เด็กๆ รู้แล้วว่าเรียนจบ ไม่ต้องเป็นพนักงานที่ร้านเสมอไป แต่สามารถทำงานบริหารในองค์กร หรือเจ้าของธุรกิจส่วนตัวได้"
กระบวนการเรียนรู้ด้านค้าปลีกที่จุดเริ่มต้นเพื่อบ่มเพาะ "คนค้าปลีก" เข้าสู่ร้านสะดวกซื้อในเครือข่ายธุรกิจเซเว่นอีเลฟเว่น แต่ด้วยองค์ความรู้ที่อยู่ในหลักสูตร ทำให้ผู้เรียนพัฒนาตัวเองขึ้นเป็น "เถ้าแก่" ได้
"นอกจากทำงานกับซีพีและเซเว่นอีเลฟเว่นแล้ว เด็กๆ ยังสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งถือเป็นอาชีพอิสระ เปิดร้านไว้ แล้วมีรายได้เข้ามา ส่วนตัวเองจะไปเรียนต่อปริญญาโทหรือทำงานอื่นไปด้วยก็ได้ เราดีใจที่ตอนนี้นักศึกษาปี 2 เริ่มถามบ้างแล้วว่าจะลงทุนแฟรนไชส์ ต้องใช้เงินเท่าไหร่"
นิสิตที่จบจากปัญญาภิวัฒน์ จะมีความรู้ความเข้าใจในระบบการทำงานของเครือซีพี โดยเฉพาะร้านเซเล่นอีเลฟเว่น ระบบโลจิสติกส์ และการบริหารธุรกิจอาหาร ซึ่งในอนาคตนิสิตเหล่านี้อาจเข้าเป็นแฟรนไชส์ซีของร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ในอนาคต
การออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนของปัญญาภิวัฒน์ เป็นการประมวลองค์ความรู้ในเครือซีพี ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ด้านอาหาร ความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดถูกนำมาจัดหมวดหมู่และถ่ายทอดให้กับนักศึกษา ซึ่งกลายเป็น "ทางลัด" ที่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจในระบบการบริหารจัดการธุรกิจอาหารได้ง่ายและรวดเร็ว
มูลค่าเพิ่มที่ตามมา อาจเป็น "ทางลัด" ของเครือซีพีด้วย ในการขยายสาขาเซเว่นอีเลฟเว่นผ่านระบบแฟรนไชส์กับเครือข่ายของผู้เรียน
ดังนั้นการเรียนในระดับปริญญาตรี นอกจากวิชาพื้นฐาน ซึ่งประกอบด้วยวิชาธุรกิจทั่วไปแล้ว หลังจากนั้นเปิดสอนเนื้อหาที่ลึกขึ้นในวิชาเอก และวิชาโทด้านภาษา เปิดสอนแล้วสำหรับภาษาจีน และสำหรับภาษาญี่ปุ่น ที่เตรียมเปิดสอนในปีการศึกษา 2552
"แนวโน้มมีความเป็นไปได้ที่จะส่งพนักงานไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีความต้องการพนักงานในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นจำนวนมาก ขนาดจ้างเป็นรายชั่วโมง ในระดับค่าจ้างที่ค่อนข้างแพง จากค่าครองชีพสูง รวมถึงภาษาจีน เพราะเครือซีพีได้รุกไปทำตลาดในจีน ซึ่งเราสามารถพัฒนาบุคลากรที่สามารถสื่อสารภาษาจีนได้ ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวนักศึกษาและซีพี"
สถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ได้จัดการการเรียนการสอน Work Base Learning คือ เรียนควบคู่กับการทำงาน ตามปรัชญาเยอรมันที่ว่า "การทำงาน ทำให้คนเรียนรู้ได้ดีที่สุด" เน้นวิธีการสอนโดยการยกตัวอย่างกรณีศึกษา เพื่อให้นักศึกษาได้เห็นภาพที่ชัดเจน และสอนให้คิดเป็น ไม่ใช่ท่องตำรา เพื่อนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับองค์กร
"เด็กที่จบจากที่นี่ต้อง เรียนเป็น คิดเป็น ทำงานเป็น ยอมรับวัฒนธรรมที่หลากหลาย และรักความยุติธรรม เมื่อจบแล้วจะทำงานที่ซีพีหรือไปทำที่อื่นก็ได้ หากมีความสุขในการทำงาน"
...จากภารกิจ "เพาะ" เด็กคุณภาพ เข้าเน็ตเวิร์ค ร้านสะดวกซื้อ
วันนี้โอกาสเปิดกว้างถึงการสร้าง "เถ้าแก่มือใหม่" ธุรกิจแฟรนไชส์.. มูลค่าเพิ่มที่เกิดจากฐานความรู้ ปัญญาภิวัฒน์ และซีพี
Source: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/hr/20090317/25203/ปัญญาภิวัฒน์-ผลิตผล-ตัวจริง-ธุรกิจสะดวกซื้อ.html
แมคไทย สร้างคนบนวัฒนธรรม STEP UP

วันที่ 29 กรกฎาคม 2552 00:03
โดย : วรนุช เจียมรจนานนท์
วัฒนธรรมบอกไปเฉยๆ ไม่เกิดอะไรเลย ต้องสื่อสาร ทำให้เกิดความเข้าใจ และตอกย้ำต่อเนื่อง ซึมซับตลอดไปอย่างเข้าใจ
แมคไทยหยิบเอาวัฒนธรรม STEP UP มาเป็นตัวล้อมรั้วอาณาจักรการสร้างคนของแมคโดนัลด์ ไม่ต่างอะไรกับกระดาษห่อแฮมเบอร์เกอร์ ที่หอมกรุ่นจนยั่วน้ำลาย
ยิ่งแฮมเบอร์เกอร์ร้อนๆ เชิญชวนให้รีบเปิดห่อมากเท่าไร ความเป็น STEP UP ก็ร้อนแรงพอกัน ในอันที่จะดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้อยากมาร่วมงาน
ถึงปีที่แล้วบริษัทจะสอบไม่ติด 1 ใน 10 องค์กรนายจ้างดีเด่น (best employers) ที่จัดโดยบริษัทที่ปรึกษา “ฮิววิท”
แต่ “จิระวัฒน์ แต่งเจนกิจ” ผู้อำนวยการฝ่าย HR บริษัท แมคไทย จำกัด ผู้บริหารกิจการแมคโดนัลด์ในประเทศไทย ก็ยังคงมองโลกในแง่ดีอย่างเสมอต้นเสมอปลายว่า เป็นโอกาสอันดีที่บริษัทจะได้ปรับปรุงตัวเอง และเดินหน้าต่อไปตามวิถีเติบโต
วัฒนธรรม STEP UP มีเป้าหมายเพื่อหลอมรวมผูกพันพนักงานให้เป็นหนึ่งเดียวกับองค์กร ตาม 3 หลักการของ best employers ที่บอกว่า ยิ่งพนักงานรู้สึกดีกับองค์กรมากเท่าไร ก็จะพูดถึงด้วยความชื่นชม (say) พอยิ่งอยู่ก็ยิ่งรัก ไม่อยากจากกันไปไหน (stay) และกลายเป็นความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะทำงานเพื่อให้องค์กรประสบความสำเร็จ (strive)
“การเดินทางของแมคจากนี้ ตั้งแต่ปี 2008-2011 เรามีทิศทางชัดเจนว่าเราจะไปไหน และเราจะทำอะไร โดยเป้าหมายการสร้างคนจะโฟกัส 3 อย่าง คือ ทำอย่างไรให้พนักงานมีความสุข ทำอย่างไรให้พนักงานอยู่กับเราไปนานๆ และช่วยสร้างความสำเร็จให้ธุรกิจด้วยกัน”
เขามองว่า ความสุขของพนักงานจะสร้างให้เกิดได้ ต้องมาจากความผูกพัน คำง่ายๆ สั้นๆ คำนี้ แต่มีนัยแฝงอยู่มากมาย อย่างเช่น คนกับแต่ละตำแหน่งงาน ลักษณะของงานที่ทำ โอกาสความก้าวหน้า ความสมดุลในชีวิต กระบวนการทำงาน และระบบการจ่ายค่าตอบแทน
การทำให้คนมีความสุข ไม่ใช่เพียงแค่รอยยิ้ม แต่ต้องผนวกรวมเอาปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้ มาทำให้ผู้คนรู้สึกดี ทุกวันนี้ถึงแมคโดนัลด์จะไม่ใช่ผู้นำที่จ่ายค่าตอบแทนสูงสุดในตลาด แต่ด้วยกระบวนการสร้างสรรค์ความสุขที่บริษัทจัดวาง เขาเชื่อว่าเป็นระบบที่เป็นธรรม และสามารถดึงดูดคนใหม่และผูกใจคนเก่า ให้มากอดคอร่วมกันทำงาน
แมคโดนัลด์จัดวางตัวเองอยู่ในธุรกิจผู้คน (people business) ไม่ใช่ธุรกิจแฮมเบอร์เกอร์ (hamburger business) การให้ความสำคัญกับคนซึ่งก็คือพนักงานและคู่ค้า จึงถือเป็นเรื่องต้นน้ำที่สำคัญ
องค์กรแห่งนี้ทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องทำงานหนัก แต่ทัศนคติที่ดีให้สนุกกับงานที่ทำ ภายใต้การเติบโตเป็นทีม เป็นสิ่งที่บริษัทหวังใจว่าจะไปสร้างแรงกระเพื่อมให้กับปลายน้ำซึ่งก็คือผู้บริโภค ยิ่งรู้สึกดีๆ กับการให้บริการเหนือความคาดหวัง
“เราไม่ใช่แค่ต้องการให้ลูกค้าคาดหวัง ต้องลึกลงไปกว่านั้น ตั้งแต่ก้าวแรกที่ลูกค้าเดินมาหาพนักงานที่เคาน์เตอร์ ต้องสร้างความประทับใจได้ตั้งแต่แรกเริ่ม”
เขายืนยันว่า แมคโดนัลด์เป็นระบบธุรกิจที่ให้ความเป็นธรรมกับพนักงาน เพราะเป็นการมองเป้าหมายร่วมกันระหว่างคนกับธุรกิจ ยิ่งบริษัทไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้มากเท่าไร การลงทุนลงแรงทั้งหมดก็จะคืนกลับมาในรูปของค่าตอบแทนให้กับพนักงาน
และยิ่งเมื่ออยู่ในธุรกิจให้บริการจานด่วน ทั้งคนและองค์กรต่างต้องเร็วต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะมีคู่แข่งล้อมหน้าล้อมหลังเต็มไปหมด ถ้าเพียงแต่หยุดอยู่กับที่ คนข้างๆ ก็ไปยืนอยู่ข้างหน้าเราแล้ว
“การเปลี่ยนแปลงมากมาย ทำให้เราต้องแน่ใจว่าคนที่จะเดินเข้ามาในธุรกิจนี้ ต้องเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจ ว่าแข่งขันสูง เปลี่ยนแปลงเร็ว และต้องอยู่ร่วมกันเป็นทีม แค่เก่งและดีไม่ได้ แต่ต้องฟิตกับงานที่ทำ ถ้าไม่สนุกกับงาน แมคโดนัลด์อาจจะไม่ใช่คำตอบของการเข้ามาแล้วเติบโต”
ถึงจะเหนื่อย ถึงจะอึด และต้องทำงานอย่างยิ้มสู้ จิระวัฒน์ก็ยืนยันว่า การเปิดรับสมัครคนทำงานในจ๊อบแฟร์แต่ละครั้ง ปริมาณใบสมัครก็ยังมากกว่าอัตราที่รับได้หลายเท่าตัว และบริษัทก็ยังเป็นแชมป์ที่คนอยากสมัครเข้ามาทำงานด้วยมากที่สุดในหลายตลาดนัดแรงงาน
“ใบสมัครแมคเยอะสุด 2,700 ใบ แต่เรารับได้เพียง 400-500 ตำแหน่งเท่านั้น จากจำนวนสาขาที่มีอยู่ 120 แห่งทั่วประเทศเวลานี้”
การสร้างให้ STEP UP ไม่ใช่เพียงแนวคิดที่ดูดีไปวันๆ แมคไทยใช้หมากทุกกระดานที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาคน (development) ฝึกอบรม (performance and career) ระบบรางวัลจูงใจที่แข่งขันได้ (competitive reward for performance) การดูแลคนอย่างทั่วถึงเป็นธรรม (fairness) วัฒนธรรมองค์กร (culture) และการจ้างมืออาชีพภายนอก (resourcing) มาเป็นกรอบความคิดหลักในการตบคนเข้าระบบ
ภายใต้กระบวนการสื่อสารแบบย้ำแล้วย้ำอีก ทำแล้วทำอีก เพื่อให้แน่ใจว่า การเป็น STEP UP ทำให้ทุกคนได้ก้าวขึ้นไปและเติบโตต่อไปข้างหน้าได้
“วัฒนธรรมคือ การประพฤติปฏิบัติเสมอ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน วัฒนธรรมบอกไปเฉยๆ ไม่เกิดอะไรเลย ต้องสื่อสาร ทำให้เกิดความเข้าใจ และตอกย้ำต่อเนื่อง ซึมซับตลอดไปอย่างเข้าใจ ให้หยั่งรากลึก เราเชื่อว่าเรารับคนถูกต้อง และฟูมฟักขึ้นมาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว สิ่งที่แมคไทยกำลังทำคือ เราสร้างความผูกพันให้กับพนักงาน ไม่ใช่ทำแต่งาน”
ผลสำรวจล่าสุดของแมคไทย ในชิ้นที่ชื่อว่า people survey ด้วยการตั้งคำถามเดียวว่า “คุณยินดีจะแนะนำเพื่อนให้มาทำงานกับแมคไทยไหม?” เพื่อเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการสร้างคน ตัวเลขที่ได้ 91% เป็นสิ่งที่จิระวัฒน์บอกว่า ถึงจะพลาดจากรางวัลองค์กรนายจ้างดีเด่น แต่ตัวเลขระดับนี้ก็สะท้อนเป็นนัยๆ ถึงการดูแลคนเป็นอย่างดีไม่น้อยหน้าอุตสาหกรรมเดียวกัน
เป้าหมายจากนี้เขามองว่าน่าจะเป็นองค์กรแสนดีจนพนักงานอยากบอกต่อ จากผลสำรวจ 91% ขยับขึ้นเป็น 95% โดยตัวเลขที่เหลือถือเป็นธรรมชาติของทุกบริษัท ที่ต้องมีพนักงานชอบและไม่ชอบ
และสำหรับภารกิจของผู้ชายคนนี้ในอีกสองปีข้างหน้า ก็คือ ความเพียรพยายามทุกทางเพื่อให้คนนอกมองว่า แมคไทยเป็นอีกองค์กรนายจ้างดีเด่นและน่าทำงานด้วยเป็นที่สุด
Source: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/hr/20090729/63953/แมคไทย-สร้างคนบนวัฒนธรรม-STEP-UP.html
ผลึก CSR กระทิงแดงเรดบูล สปิริต

วันที่ 5 สิงหาคม 2552 10:00
โดย : วรนุช เจียมรจนานนท์
ถ้าบอกว่า “โครงการอีสานเขียว” เป็นภาคหนึ่งของตำนานความสำเร็จเจ้าพ่อกระทิงแดง “เฉลียว อยู่วิทยา” ในครั้งกระโน้น
ช่วงรอยต่อของเทคโนโลยี 3G โครงการเพื่อสังคม “เรดบูล สปิริต” อาจกล่าวได้ว่า เป็นภาคไคลแมกซ์ของตำนาน CSR ในยุคของ “สุทธิรัตน์ อยู่วิทยา” บุตรสาวคนที่ 6 ในจำนวนพี่น้อง (ต่างมารดา) ทั้งหมด 11 คน
7 ปีของการอาบเหงื่อต่างน้ำ จากจุดเริ่มต้นโครงการเพื่อสังคม “กระดานดำ กระทิงแดง” ที่เธอเข้ามาหยิบจับ ด้วยพื้นฐานเด็กค่ายเป็นทุนเดิม ทุกวันนี้เธอเปลี่ยนแปลงทางความคิด ไปพร้อมๆ กับการเติบใหญ่ของโครงการรับผิดชอบต่อสังคม CSR
“ความคิดเรายุคแรกๆ เหมือนนักศึกษาเรียนจบ ที่ชอบทำกิจกรรมออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท แต่ยังชอบเอาความคิดตัวเองเป็นที่ตั้ง มองออกไปแล้วชอบคิดว่า สิ่งที่ตัวเองทำถูกที่สุด แต่พอนานไป ได้ทำกิจกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ได้สัมผัสผู้คน ได้เปิดใจรับมากขึ้น”
เธอบอกว่า ใจเหมือนหน้าต่างที่เปิดกว้าง ได้ขยับสายตามามองในมุมที่ไม่เคยมอง มีหลายมุมที่เป็นไปได้ และก็ทำได้ ทั้งดีกว่าและสมบูรณ์แบบมากกว่ามุมเดิมๆ ที่เคยยึดติด กลายเป็นความสุขเข้ามาแทนที่ความยึดมั่นถือมั่นเดิมๆ
“ความสุขไม่ใช่วัตถุ ไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้น เป็นการเปลี่ยนแปลงในจิตใจ ทำไปแล้วเราสบายใจจังเลย ไม่รู้ทำไม เป็นความสุขที่ได้มา โดยไม่ต้องเอาเงินไปซื้อ ไม่ต้องเอาอะไรไปแลก แค่ลงมือทำ ให้เหงื่อหยด ลำบากลำบน แต่ว่าทำไมเรามีความสุขจังเลย ยังอยากก้าวไปเรื่อยๆ ยิ่งทำให้ตั้งใจ มีความมุ่งมั่น และมีพลังถึงวันนี้”
จากสมการง่ายๆ ของโครงการกระดานดำ หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง การให้ทุนสนับสนุนนักศึกษาได้มีส่วนร่วมพัฒนาสังคมระหว่างวัยเรียน ผลักดันให้สุทธิรัตน์ได้เข้าถึงชุมชนและสิ่งแวดล้อมมากเป็นลำดับ
ยิ่งคลุกคลีก็ยิ่งใกล้ชิด ความคิดอ่านจากเครื่องหมาย “บวก” ก็หมุนตัวกลายมาเป็นเครื่องหมาย “คูณ”
“เหมือนเราคิดไปเรื่อยๆ จากโจทย์ที่หนึ่งกระดานดำ พอลงพื้นที่ก็ไปเจอเรื่องน้ำ เห็นพลังของชุมชน เกิดขึ้นมาได้เพราะมีคนมาช่วย โจทย์ถัดๆ ไป ก็เลยคิดต่อว่า น่าจะเป็นเรื่องจิตอาสา ซึ่งเป็นหัวใจของความสำเร็จ และเป็นจุดกำเนิดพลัง”
แนวคิดของเรดบูล สปิริต ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่สอง (2551-2552) จึงเป็นกิจกรรมอาสาสมัครที่ผลักตัวเองออกจากความเป็นค่ายอาสาในมหาวิทยาลัย มาสู่กลุ่มคนทุกเพศทุกวัยในสังคม ที่พยายามรวมตัวกัน ภายใต้ความคิดอ่านในทิศทางเดียวคือ ต้องการแบ่งปันทุกข์สุข และเคารพในความแตกต่าง
“การเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ อาจเริ่มต้นจากคนไม่กี่คน การเปลี่ยนแปลงที่ทรงพลังที่สุด เกิดขึ้นข้างในตัวเรานี่เอง ทุกครั้งที่พลังใจอาสาเกิดขึ้น เราเห็นตัวเราเองเปลี่ยนแปลง เห็นสังคมเปลี่ยนแปลง และทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว”
เธอมองว่า การหยุดองค์กรไว้กับโครงการรับผิดชอบต่อสังคมเพียงด้านใดด้านหนึ่ง ย่อมต้องใช้เวลายาวนาน แต่ถ้าเลือกที่จะใช้มุมใหม่โดยหยิบเอา “ประสบการณ์” มาเป็นตัวดำเนินการ ย่อมสามารถสร้างคนในสังคมให้มีจิตอาสา “พร้อมใช้งาน” ได้มากขึ้น
“เราเคยเจออาสาสมัครที่เข้มแข็ง เจอชุมชนที่เข้มแข็ง เราอยากเจอคนที่ทำเรื่องนี้ แต่ไม่รู้อยู่แห่งหนตำบลไหน การสร้างโมเดลกิจกรรมเรดบูล สปิริต เป็นการสร้างความมั่นใจให้ผู้คนกลุ่มนี้ รู้สึกได้ว่าการทำเพื่อสังคมไม่ใช่เรื่องไกลตัว และทำได้ทันทีไม่ว่าจะเริ่มต้นจากกี่คนก็ตาม เราก็เลยเปิดประตูตรงนี้ให้กว้าง ถ่ายทอดกิจกรรมอาสาที่เคยทำมา ให้คนที่รู้สึกอยากทำได้กระโดดเข้ามา”
โดย 6 กิจกรรมอาสาที่โครงการเรดบูล สปิริต จัดวางตลอดปีนี้ ได้แก่ 1.โครงการเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต สืบสานพืชพันธุ์พื้นบ้าน หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต 2.โครงการปลูกใจเยาวชนรักป่าหนองเยาะ จ.สุรินทร์ ประสานใจอาสา ฟื้นป่าชุมชน 3.โครงการเด็กชายเล รักษ์ป่าชายเลน ลงแรงอาสา ปลูกป่าชายเลน อ่าวพังงา
4.โครงการอนุรักษ์ลุ่มแม่มูน เขาแผงม้า ร่วมแรงทำฝาย กระจายพันธุ์ไม้ เพื่อเขาแผงม้า 5. โครงการพี่เลี้ยงอาสาเพื่อนักกีฬาพิเศษ หนึ่งวันของพี่เลี้ยงอาสา สร้างประสบการณ์ยิ่งใหญ่ให้คนพิเศษและครอบครัว และ 6.โครงการใจอาสาสู่มหาวิทยาลัย ต่อยอดความคิด นิสิต นักศึกษา สู่กิจกรรมอาสาพัฒนาสังคม
สุทธิรัตน์ให้น้ำหนักกับคำว่า “จิตอาสา” ซึ่งเป็นตัวตั้งต้นทางความคิด ที่จะลากไปสู่ “ประสบการณ์”
“จิตอาสาคือการไปทำบุญ แต่มองลงลึกไปเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่นั้น เราต้องเข้าใจก่อนว่าเราไปทำไม ถึงจะเกิดจิตอาสาได้ ไม่ได้เกิดเพราะเพื่อนชวนไป ถ้าเราตัดสินใจลงไปทำสิ่งนั้นแล้ว จะเกิดผลลัพธ์อย่างไร จิตอาสาเป็นคำที่ทุกคนพูดไป แต่สิ่งที่เรดบูล สปิริตลงมือทำและขยายผล เรามองว่าเป็นการช่วยกันคนละไม้คนละมือมากกว่า เป็นเรื่องของสังคม เป็นส่วนหนึ่งที่ทำ เพื่อขยายผลเพื่อให้ทุกคนมีจิตอาสา ได้พูดบ่อยมากขึ้น ทำบ่อยมากขึ้น และเชื่อมโยงกันมากขึ้น”
ในวัยเรียน เธอรู้สึกค้านในใจเสมอ เมื่อครูบอกว่าสิ่งนั้นผิด สิ่งนี้ถูก เพราะครูเป็นคนบอกซึ่งต่างกับการลองผิดลองถูก สัมผัส และเรียนรู้ด้วยตัวเอง กลายเป็นสิ่งที่เธอฝังใจ และเป็นที่มาของการสร้างประสบการณ์จริงในโครงการ CSR ไม่ว่าเธอหรือใครที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือแม้แต่อาสาสมัครจิตอาสา ทุกคนต้องมีประสบการณ์ตรงกลับไป
“ถ้าเราสัมผัสด้วยตัวเอง เราจะเชื่อสนิทใจ ไม่ต้องบอกให้ทำอะไร การทำโครงการของเรา จะเน้นประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้น เป็นการเปลี่ยนแปลงความรู้สึก ไม่ใช่แค่พูดแล้วจะประสบความสำเร็จ เพราะความเชื่อถืออาจจะขึ้นอยู่กับว่า ใครเป็นคนพูด แต่ประสบการณ์จริงจะเป็นใครก็มาเรียนรู้ได้ เมื่อลงมือทำแล้วรู้สึกอย่างไร ได้อะไรกลับไป ถือเป็นกระบวนการเรียนรู้ ทุกคนเอาตะกร้ามาเท่ากันคือใจ แต่ได้สิ่งของกลับไปเต็มหรือเปล่า แต่ละคนได้ไม่เท่ากันแน่นอน”
สุทธิรัตน์หวังใจลึกๆ ว่า เรดบูล สปิริตจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับผู้คนในสังคม ในแง่ของการขยายผล เอาไปต่อยอดจิตอาสา มากกว่าทำหน้าที่ในการสร้างยอดขาย เพราะอยู่กันคนละเส้นทางเดิน “เราพูดถึงแต่โครงการ ไม่ได้พูดถึงกระทิงแดง” และภารกิจ CSR ก็ยังต่อยอดเชื่อมโยงไปหาผู้คนที่มีจิตอาสาไปได้เรื่อยๆ ตราบเท่าที่สังคมยังมีคนกลุ่มนี้กระจายตัวอยู่
ผลึก CSR กระทิงแดง มาถึงจุดที่เริ่มไกลออกไปจากจุดยืนองค์กร เป็นการสาวเท้าไปข้างหน้าปลายทางอยู่ที่สังคม ไม่ได้เหลียวกลับมามองตัวเอง
เธอบอกว่า นั่นเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านมุมมอง ความคิด และการเปิดรับ
ถ้าบอกว่า “โครงการอีสานเขียว” เป็นภาคหนึ่งของตำนานความสำเร็จเจ้าพ่อกระทิงแดง อาจกล่าวได้ว่า “เรดบูล สปิริต” เป็น CSR ภาคต่อในยุค “สุทธิรัตน์ อยู่วิทยา”
ที่ไม่มีวันปิดฉากลงง่ายๆ
Source: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/hr/20090805/66027/ผลึก-CSR-กระทิงแดงเรดบูล-สปิริต.html

วันที่ 4 กันยายน 2552 05:00
โดย : ชนิตา ภระมรทัต
นิสัยใจคอของแต่ละคนแตกต่างกันไป องค์กรธุรกิจก็เช่นเดียวกันซึ่งมักจะมีค่านิยมเป็นกรอบปฏิบัติเพื่อทำให้เกิดสไตล์ในแบบของตัวเอง
สำหรับ ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PTTAR จำกัด นั้นมีค่านิยมที่ชื่อ "SPEED"
ชายน้อย เผื่อนโกสุม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTTAR กล่าวว่าได้ใช้เวลาราวๆ 3 เดือนและผ่านการถกเถียงจากพนักงานหลายระดับหลายฝ่าย เพื่อให้ได้ข้อยุติเป็นค่านิยมที่จะกำหนดว่าคนของ PTTAR ควรมีนิสัยใจคออย่างไร ?
เพราะค่านิยมขององค์กรนั้นไม่ใช่จู่ๆ ก็ให้ผู้บริหารเขียนมันขึ้นมาและออกคำสั่งว่า "ทำ" หากแต่พฤติกรรมที่คาดหวังจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อพนักงานทุกคนยอมรับเท่านั้น
คำว่า SPEED ในแต่ละตัวอักษรของคำคำนี้ มีคำที่มีความหมายดีๆ ซ่อนอยู่ แล้วจะทำให้คน PTTAR เป็นคนอย่างไร ?
S มาจาก Social Responsibility& Caring หรือ ความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และเอื้ออาทรต่อผู้อื่น
P มาจาก Professionalism หรือ ทำงานแบบมืออาชีพ มีความคิดสร้างสรรค์
E มาจาก Ethics หรือ มีจริยธรรมและธรรมาภิบาล
E มาจาก Engagement หรือผูกพันรักองค์กร
D มาจาก Diversity& Teamwork หรือ การทำงานร่วมกันเป็นทีมและยอมรับฟังความคิดที่แตกต่างเพื่อความสำเร็จร่วมของส่วนรวม
"คำว่า SPEED จำง่าย และทุกคนจำได้ ทุกคนเห็นด้วย รวมถึงยังมีความหมายครอบคลุมในสิ่งที่เราอยากจะเป็น"
และเพื่อให้คำคำนี้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นคุณสมบัติของพนักงานเรื่องนี้จะถูกประเมินอยู่ใน Performance Management Sytem ของ PTTAR อีกด้วย
ซีอีโอท่านนี้บอกว่า "ถ้าองค์กรได้คนดี งานจะดีเอง"
ดังนั้นจำเป็นที่ PTTAR ต้องตอกย้ำคุณสมบัติในคำว่า SPEED อย่างสม่ำเสมอด้วยกิจกรรมมากมายหลายอย่าง อาทิ เดือนมกราคมจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นพฤติกรรมเรื่อง Engagement พอเดือนกุมภาพันธ์ก็ค่อยจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่อง Ethics จัดทุกเรื่องหมุนวนซ้ำไปซ้ำมา อย่างไรก็ดีในเดือนกันยายนนี้ก็ถึงทีของเรื่อง Social Responsibility & Caring
ซึ่งในเรื่องนี้ PTTAR อยากให้ภาพขององค์กรนั้นเปรียบเป็น "เพื่อนที่แสนดี"
อีกทั้งยังเชื่อว่าในวันนี้ภาพของเพื่อนที่แสนดีนั้นแจ่มชัดมากโดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นประเด็นร้อนอย่างมาบตาพุด จังหวัดระยอง ด้วยมีการลงมือทำกิจกรรมเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมแล้วจำนวนมากและมีความต่อเนื่อง
อาทิ โครงการ พาน้องเข้ามหาวิทยาลัย ,ปลูกต้นไม้ในชุมชน,ทำความสะอาดชายหาด ,สอนวิชาชีพ,รับซื้อน้ำมันเครื่องเก่า ฯลฯ
คนของบริษัทแห่งนี้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนซักถามสารทุกข์สุกดิบ ตลอดจนช่วยเหลือชาวบ้านเรียกได้ว่า "หัวบันไดไม่แห้ง" ตลอดจนลงทุนนับพันล้านเพื่อใช้ เทคโนโลยีการผลิตที่ให้แน่ใจว่าปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแบบสุดๆ
และเมื่อเร็วนี้ๆ PTTAR ยังได้รับรางวัลสถานประกอบการดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานระดับประเทศ ซึ่งเป็นรางวัลที่ได้รับต่อ เนื่องเป็นปีที่ 7
"Social Responsibility ต้องมาจากพนักงานของเราที่มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง คนของเราต้องเป็นคนดีเป็นคนน่าคบ"
และในอนาคตการเป็นเพื่อนที่ดีของ PTTAR จะไม่เพียงแอ็คชั่นแค่ที่จังหวัดระยองเท่านั้น แต่กำลังวางแผนกับบริษัทอื่นๆ ในกลุ่ม ปตท.เพื่อขยาย ความช่วยเหลือให้มีระยะไกลขึ้น เป็นโครงการที่มีสเกลที่ใหญ่ขึ้น และคาดว่าจะมุ่งเน้นการสนับสนุนไปที่สถาบันการศึกษา และโรงพยาบาล
ทั้งนี้ PTTAR นั้นเกิดจากการควบรวม ซึ่ง "ค่านิยม" ถือเป็นหัวใจสำคัญสำหรับภารกิจนี้ นั่นเป็นเพราะการควบรวมของ 2 บริษัทไม่ได้หมายถึงการเอาตึกหรือสินค้ามารวมกัน แต่เป็นนำพนักงานที่มี 2 วัฒนธรรมมาทำงานร่วมกัน
ระหว่างบริษัท อะโรเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ATC ซึ่งพนักงานมีสไตล์การทำงานแบบรัฐวิสาหกิจไทย ควบรวมกับบริษัท โรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด (มหาชน) หรือ RRC ซึ่งเดิมมีบริษัทข้ามชาติอย่างเชลล์ทำหน้าที่บริหารทำให้พนักงานของบริษัทนี้ติดจะทำงานแบบฝรั่ง
ซึ่งซีอีโอท่านนี้บอกว่า "ความจริงใจ" คือคีย์ซัคเซส ที่สำคัญการควบรวมครั้งนี้ทำสไตล์ไทยๆ คือไม่มีการเลย์ออฟพนักงานแม้แต่คนเดียว
"ผมเน้นการพูดตรงๆ และให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วม ผมเน้นเรื่องเอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่นิยมนั่งสั่งจากข้างบนแต่พยายามฟัง และสามารถตอบพนักงานได้ในทุกๆ เรื่องว่าที่มาที่ไปคืออะไร เพื่อให้เกิดความยอมรับ เพื่อให้ทุกคนอยู่ด้วยกันได้ แม้เหนื่อยแต่ผลออกมาดี"
เขาว่าคนคือเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกล้วนๆ ซึ่งอาจมองดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าเรื่องนี้ปล่อยนานก็จะเป็นแผลลุกลามและรักษาไม่หายขาด ซึ่งถ้าเป็นไฟเพียงแค่เกิดประกายก็ควรรีบเข้าไปดับเสียก่อน
อย่างไรก็ดีสำหรับ PTTAR แล้วคำว่าการควบรวมหมายถึงการ "ซินเนอยี่" ผนึกเพื่อให้เกิดพลังแบบทวีคูณ เพราะผลที่เกิดขึ้นก็คือทำให้ธุรกิจด้านอะโรเมติกส์มีกำลังการผลิตเป็นที่ 7 ในเอเชีย ส่วนธุรกิจโรงกลั่นนั้นมีกำลังผลิตถึงวันละ 228,000 บาร์เรลซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของบริษัทกลุ่ม ปตท. ทั้งหมด
จนสร้างความมั่นใจต่อวิสัยทัศน์ที่ตั้งไว้ว่า "PTTAR จะต้องเป็นบริษัทผู้ผลิตอะโรเมติกส์และน้ำมันสำเร็จรูปชั้นนำของเอเชียที่มีธุรกิจต่อเนื่องไปสู่ปิโตรเคมีขั้นกลางถึงขั้นปลายและพลังงานทดแทน"
และความสำเร็จของการควบรวมในครั้งนี้ยังเลื่องลือไปไกล กระทั่งเวทีซีอีโอฟอรั่ม ประเทศสิงคโปร์ยังต้องส่งเทียบเชิญซีอีโอท่านนี้ ให้เดินทางไปถ่ายทอดเคล็ดลับอีกด้วย
Source: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/hr/20090904/74560/ซีอีโอ-PTTAR--ในภารกิจถอดรหัส--SPEED.html
เปิดหน้าต่างกลยุทธ์สีฟ้าอยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี.

วันที่ 17 กันยายน 2552 09:54
โดย : วรนุช เจียมรจนานนท์
อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. เพิ่งประกาศปรับโครงสร้างกระบวนการทำงานอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา เพื่อก้าวไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
โดยใช้แผนภูมิ AACP BLUE Strategy House แสดงถึงการเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจ อธิบายผ่านเสากลยุทธ์ 6 ต้น พูดถึง 1.การเติบโตของธุรกิจ 2.การสร้างช่องทางจำหน่ายใหม่ๆ 3.เครือข่ายการตลาดขายตรง 4.การสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าผ่านสินค้าและบริการ 5.เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ 6.การเป็นองค์กรในฝันสำหรับคนรุ่นใหม่
อนุตตรา พานโพธิ์ทอง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บอกว่า โครงสร้างใหม่นี้จะวิ่งไปตามแกนของ Target Operation Model (TOM) หรือ รูปแบบโครงสร้างการดำเนินธุรกิจอันเป็นเป้าหมายหลักของ อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. ซึ่งจะเชื่อมโยงแต่ละเสากลยุทธ์ให้ผนึกแน่น และดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน
“ตัวอย่างเช่น เดิมเราอาจจะเน้นเพียงแค่ลูกค้า ก็จะมุ่งผลิตสินค้าและบริการต่างๆ ออกมา แต่การหยิบเอาเครื่องมือ TOM มาขันนอตในส่วนที่เชื่อมต่อกันผ่านแผนการบริหารตลาด แนวคิดทุกอย่างก็จะรวมอยู่จุดศูนย์กลางโครงสร้างเดียวกัน ช่วยให้การทำงาน การประสานงานแต่ละแผนกเกิดประโยชน์สูงสุดมากยิ่งขึ้น ลดความล่าช้าของการทำงานแบบไซโล”
ในฐานะผู้บริหารที่ต้องดูแลกลยุทธ์ด้านคน เป้าหมายการเป็นองค์กรในฝันของคนทำงาน แนวคิดของ TOM ก็เป็นตัวเสริมเข้ามาเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของคน ให้ยิ่งไปตอบโจทย์ความแข็งแกร่งขององค์กร
เธอบอกว่า โมเดลของ TOM เป็นแบบอย่างที่ยึดถือและปฏิบัติใช้กันแพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลก ขณะที่ไทยก็ถือเป็นประเทศแรกๆ ที่หยิบเอามาใช้อย่างเป็นทางการ จากการเติบโตทางด้านผลประกอบการต่อเนื่องหลายปีติดต่อกัน “เป็นแม่แบบที่เราเชื่อว่า ก่อให้เกิดสิ่งที่ดีๆ ทำให้พนักงานพูดภาษาเดียวกัน และมีโมเดลการทำงานที่เหมือนกันหมด”
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจขาลง เธอยืนยันว่าการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งนี้ ไม่ได้ทำไปเพื่อ “แก้ปัญหา” ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกไม่เป็นใจ เพราะภาพรวมอุตสาหกรรมประกันภัยวันนี้เติบโตสวนกระแสกับความตกต่ำของบางอุตสาหกรรมทางการเงิน แต่ถือเป็นการฉวยจังหวะที่ดีของการ “คว้าโอกาส” จากการมุ่งเน้นจุดใดจุดหนึ่งให้ชัดเจนแจ่มแจ๋วมากขึ้น
โดยดึงเอาแนวทางของ TOM มาเป็นพื้นฐานการจัดการโครงสร้างองค์กร มุ่งเน้นการสนับสนุนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ สร้างรูปแบบองค์กรให้มีโอกาสค้นพบช่องทางธุรกิจมากขึ้น
“เราเชื่อว่า AACP เป็นองค์กรที่เคลื่อนตัวได้ง่าย และถ้ายิ่งเคลื่อนไหวได้เร็ว โอกาสที่จะตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและธุรกิจก็จะมีมากขึ้น เพราะหลักการของ TOM ไม่ใช่แค่เรื่องโครงสร้างอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนมุมมองและวิสัยทัศน์ เป็นอีกบริบทของการเดินทางค้นหา (journey) สร้างให้องค์กรเปลี่ยนวิธีคิด และหันมามุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางมากขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน”
คำจำกัดความสั้นๆ ต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ อนุตตราบอกง่ายๆ ว่า “ทุกสิ่งที่เราทำ เน้นลูกค้าเป็นหลัก และเราต้องยิ่งทำให้ดีขึ้น ปรับปรุงเรื่อยๆ ไป”
หนทางสู่องค์กรในฝัน เธอมองว่า ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมสำหรับองค์กรที่มีมาตรฐานการทำงานและสร้างคนระดับโลก โจทย์การสร้างคน AACP ที่เธอมองก็คือ ทำอย่างไรบริษัทถึงจะเป็นองค์กรที่ใครๆ ก็อยากมาทำงาน
คำตอบต่อคำถามนี้ก็คือ การหาให้ได้ว่าใครเป็นกลุ่มเป้าหมายของการเข้ามาเป็นพนักงานในอนาคต ซึ่งก็หนีไม่พ้นกลุ่มคนเจเนอเรชั่น X และ Y ช่วงอายุ 25-35 ปี อยู่ในวัยที่ต้องการความสำเร็จในชีวิตสปีดเดียวกัน 3G ต้องการทางเดินทางอาชีพเด่นชัด มีเงิน มีชีวิตหรูหรา ต้องการความอิสระ ความยืดหยุ่นในการทำงาน มีทางเลือกในชีวิต มีความสมดุล มีความสำเร็จเป็นตัวเป็นตน (quick win) บนความท้าทายที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่เหนือสิ่งอื่นใดคนกลุ่มนี้มีความภักดีต่ำกว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่
“พอเราเอาความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมาตีโจทย์ ก็จะมองเห็นเส้นทางสู่องค์กรในฝัน AACP เป็นไม่กี่บริษัทที่พยายามเชื่อมโยงกระบวนการสร้างคนจากบนลงล่าง ครอบคลุมความสำเร็จทุกมิติ ทั้งดัชนีชี้วัด การบริหารผลปฏิบัติงาน การให้ทุน และการโยกย้ายไปทำงานต่างประเทศ เราเน้นย้ำว่า เมื่อพนักงานเดินเข้ามา เขาจะรู้ได้แน่นอนเลยว่า จะสำเร็จได้อย่างไร”
ความโดดเด่นของ AACP ในฐานะองค์กรข้ามชาติคือ การเคารพและเชื่อมั่นในความหลากหลาย ภายใต้วัฒนธรรมการเรียนรู้ สนุกกับงาน และใช้ชีวิต ซึ่งเป็นพื้นฐานที่เป็นทุนเดิมมาก่อนหน้านี้ การปรับเปลี่ยนในก้าวจังหวะที่สภาพแวดล้อมภายนอกมีการเปลี่ยนแปลง เป็นอีกแนวทางที่ช่วยผลักดันให้ธุรกิจได้เติบโตแบบก้าวกระโดด
“ในวิชาชีพ HR เราจะไม่สบายใจเลย ถ้าหากว่าองค์กรมองการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องน่ากลัว ที่ผ่านมาเมื่อเราปรับเปลี่ยนอะไร พนักงานต่างปรับตัวได้เร็วมาก สะท้อนให้เห็นถึงพลังและความมุ่งมั่นเอาจริง (energy and passion)”
เธอบอกว่า การประกาศใช้โครงสร้างใหม่นี้ จะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงได้ในเร็ววัน จากรากฐานที่ปูทางมาอย่างดี ที่สำคัญเป็นเพียงการตอกย้ำกระบวนการทำงานให้เข้มข้นขึ้นเท่านั้น
สิ่งที่จะตามมาจากนี้ คือความแตกต่างที่สัมผัสได้ เมื่อเทียบกับธุรกิจเดียวกัน
๐ เบื้องหลังแนวคิดEmployer of Choice
องค์กรในฝัน (Employer of Choice) ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเริ่มต้นในปีนี้ 2 ปีที่ผ่านมา เราได้เคยพูดถึงเรื่อง Opportunity never ends at AACP โอกาสเติบโตที่ไม่เคยมีจุดสิ้นสุด เป็นเรื่องของทางเดินทางอาชีพ และปีที่ผ่านมาก็พูดถึงเรื่องของการสร้างความหลากหลาย (diversity) ความแตกต่างที่ลงตัว การที่เรามีบุคลากรจากกลุ่มที่หลากหลายเข้ามาทำงานกับเรา และทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน และเราได้ใช้ความแตกต่างเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กร ทุก theme ที่ผ่านมาล้วนเป็นเรื่องราวการสร้างหนทางในการเป็น Employer of Choice แต่เน้นเป็นเรื่องๆ ไป
ปีนี้เรามีความภูมิใจที่หนทางการเป็นองค์กรในฝันของเราก้าวมาสู่อีกขั้น คือ การนำหลายๆ ปัจจัยเข้ามารวมและเชื่อมโยงกัน ภายใต้เสาต้นที่ 6 ซึ่งเป็นเสาที่ได้รวมทุกเรื่องที่มีความสำคัญต่อการสร้าง องค์กรในฝันเข้าไว้ด้วยกัน
1) เราภูมิใจที่เราได้มีปรับองค์กรของเราให้เป็น performance based organization หรือองค์กรที่มุ่งผลการปฏิบัติงาน โดยปรับระบบการบริหารผลการปฏิบัติงาน (performance management) ใหม่ เรากล้าพูดได้ว่า เราเป็นองค์กรเพียงไม่กี่องค์กรที่พนักงานของเราทุกคนมี KPI (ดัชนีชี้วัด) ที่ชัดเจน เป็น KPI ที่ครอบคลุมปัจจัยความสำเร็จของธุรกิจทุกด้าน โดยยึดหลักการของ Balance Scorecard (Top line/strategic investment/operational/organizational) และทุกคนล้วนมีส่วนในการสร้างความสำเร็จให้กับธุรกิจ
KPI ของเราเชื่อมโยงกัน มีการทำ workshop กับผู้บริหารเพื่อกำหนดเป้าหมายองค์กร เป้าหมายแผนก และกระจายตัวลงมาถึงระดับบุคคล มีการปรับการให้ผลตอบแทน เพื่อกระตุ้นผลงานทางธุรกิจ และตอบแทนความทุ่มเทสำหรับพนักงานที่มีผลงานดี และปรับสัดส่วนของผลตอบแทนแบบ variable และ fixed ให้เหมาะกับกลุ่มงาน และระบบดังกล่าวก็ได้รับการกล่าวขวัญถึงว่าเป็น best practice ของอลิอันซ์ระดับภูมิภาค
นอกจากนี้การจัดโครงสร้างตาม TOM ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้องค์กรเรากลายเป็น performance organization การจัดโครงสร้างใหม่เป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจได้มากขึ้น ทำให้เรามุ่งเน้นที่ลูกค้าเป็นหลัก และทำให้เกิดแผนการปฏิบัติงานสู่ความเป็นเลิศ ซึ่งหมายความว่า องค์กรเราจะทำงานเป็นทีม และไม่อยู่ลึกจนโดดเดี่ยว ทุกหน่วยงานจะประสานงานกับหน่วยงานการบริหารการตลาด ซึ่งเป็นผู้ที่รับฟังเสียงจากลูกค้าเป็นหลัก และทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า
2) Talent management บริษัทเราไม่เคยละเลยเรื่องการลงทุนเพื่อพัฒนาให้พนักงานเติบโตไปพร้อมกันเรา
- บริษัทเปิดทางให้พนักงานได้มีโอกาสไปฝึกอบรมที่ต่างประเทศ มากกว่า 20 คนตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และการปรับตามโครงสร้าง TOM ก็เป็นการเปิดโอกาสให้พนักงาน AACP มีโอกาสมากขึ้นในการโยกย้ายไปต่างประเทศเพื่อพัฒนา เพราะอลิอันซ์ทั่วโลกจะมีโครงสร้างเหมือนกัน และพูดภาษา TOM เหมือนกัน
- เราเชื่อเรื่องกฎ 70:20:10 ในการพัฒนาพนักงาน โดยมองว่า 70% ของการพัฒนาเป็นเรื่องของการทำ on the job training พนักงานที่ท่านที่ก้าวเข้ามาใน AACP จะมีโอกาสโยกย้ายไปตามหน่วยงานต่างๆ ที่ตนอยากพัฒนาความรู้ด้านนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใด
- อีก 20% เป็นเรื่องของการ coaching และ Best practice sharing ซึ่งมาจากทั้งหัวหน้างานได้รับการ train ให้เป็น coach ให้กับพนักงาน จากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะจัด coaching ให้ในรูปแบบ best practice หรือ มี e-english programme ให้พนักงานได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง และสามารถโทรมาปรึกษา coach ทางด้านภาษาได้
- และท้ายสุด อีก 10% คือ เรื่องของการส่งพนักงานเข้าฝึกอบรม ด้วยโปรแกรมทั้งในและต่างประเทศ มีการนำ e-learning เข้ามาพัฒนา ทั้งในแง่ของการเติบโตและการพัฒนาภาวะผู้นำ บริษัทมีหลักสูตรผู้นำ Allianz Management Institute ซึ่งเป็นโปรแกรมเน้นเรื่องการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ ของทั้งผู้จัดการมือใหม่และผู้นำในอนาคต
3) Enjoy Life
- Flexi hour เป็นสิ่งที่พนักงานหลายคนพอใจ และใช้เป็นเครื่องมือในการส่งเสริม work life balance เพราะพนักงานสามารถปรับ life style ให้เข้ากับงานได้ โดยได้รับการสนับสนุนจากหัวหน้างาน
- Recreation club ที่มี staff เข้าร่วมถึง 98% และ club ต่างๆ เกิดมาจากพนักงานนำเสนอเข้ามา เช่น movie club, wine clue, Yoga club, etc.
นอกเหนือจากกิจกรรมสนุกสนานแล้ว บริษัทมีความเชื่อว่า พนักงานจะสนุกกับชีวิตได้ พนักงานต้องรู้สึกผูกพันกับองค์กร และรู้สึกว่า เช้าวันจันทร์เหมือนเย็นวันศุกร์ การที่พนักงานจะรู้สึกผูกพันได้ก็ต่อเมื่อพนักงานรู้สึกว่า เป็นส่วนหนึ่งในการบริหารองค์กร
ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงองค์กร จะมีการสื่อสารที่ส่งหาพนักงานได้หลายช่องทาง ให้พนักงานได้ออกความคิดเห็น และส่งคำถามตรงถึงผู้บริหาร รวมถึงการเปิดเมล์ TOM@aacp.co.th เพื่อให้พนักงานได้สื่อสารกับประธานบริษัทโดยตรง
Source: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/hr/20090917/77464/เปิดหน้าต่างกลยุทธ์สีฟ้าอยุธยา-อลิอันซ์-ซี.พี..html
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)